05 กุมภาพันธ์ 2553

ไอ้ขี้เรื้อนเปียก

ร็อคกี้ กลายเป็นหมาที่ถูกจับกล้อนขน
ไม่ได้เตรียมชุบแป้งทอด แต่เพราะเป็นขี้เรื้อน ....

ขี้เรื้อนแบ่งออกเป็น 2กลุ่มใหญ่ๆ ตามลักษณะอาการ คือ ขี้เรื้อนแห้ง และขี้เรื้อนเปียก
ขี้เรื้อนเปียกเป็นโรคที่มีอาการทางผิวหนังรุนแรง และรักษายาก ใช้เวลารักษานาน
เกิดจากตัวไรชนิดหนึ่ง มีชื่อเรียกว่า Demodex Mite สายพันธุ์ Demodex canis
ชื่อเล่นอย่างไม่เป็นทางการคือ "ไรขี้เรื้อนเปียก"

ไรขี้เรื้อนเปียกนิสัยดีกว่าไรขี้เรื้อนแห้งนิดนึง ตรงที่มันไม่แพร่สู่คน
อาจเป็นเพราะไขมันบนผิวหนังของมนุษย์ไม่อร่อยถูกปาก
คงจะชอบกินไขมันบนหนังหมามากกว่า












ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Demodex

พวกมัน กิน นอน ผสมพันธุ์ กันบนหนังหมา
แล้วมุดลงไปวางใข่ในรากขน ทำให้รากขนอักเสบเป็นปุ่มนูนแดง
เหมือนสิวอักเสบแต่รุนแรงกว่า  เมื่อฟักเป็นตัวก็จะจัดปาร์ตี้
รับประทานบุฟเฟท์ไขมันรากขนจนอิ่มหมีพีมันไปตามๆกัน
แล้วก็จะตะเกียกตะกายขึ้นมาบนผิวหนังอีกครั้ง
เพื่อดำเนินชีวิต กิน นอน ผสมพันธุ์ แล้วมุดลงไปวางไข่อีก ตามวัฎจักรของมัน

หมาที่เป็นโรคจะคันมาก คันลึกลงไปในส่วนรากขน
พยายามเกาแรงๆ ถูไถกับพื้นหรือผนัง จนเป็นแผลถลอกปอกเปิกเลือดซิบๆ
ถ้าไม่ดูแลให้ดีจะติดเชื้อ ทั้งแบคทีเรีย ทั้งยีสต์ จนน้ำเหลืองเยิ้ม
เละตุ้มเป๊ะทั้งตัว เป็นที่มาของชื่อ"ขี้เรื้อนเปียก"

ด้วยลักษณะการแพร่พันธุ์ของมัน ที่จะอาศัยอยู่ลึกลงไปใต้ชั้นผิวหนัง
ทำให้การดูแลรักษาทำได้ยาก และใช้เวลานาน.....แต่ก็มีช่วงที่มันเป็นตัวแก่
ออกมาเดินเล่นบนหนังหมานี่แหละ ที่เราสามารถขัดขวางวงจรชีวิตมันได้
โดยต้องให้กินยาและทายาควบคู่กันไปอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง
รักษาความสะอาดพื้น และที่นอนของหมา ด้วยยาฆ่าเชื้อ
เพื่อป้องกันไม่ให้แบคทีเรียและยีสต์ เข้ามาผสมโรงร่วมวงปาร์ตี้กับไรขี้เรื้อน

หมาที่เป็นขี้เรื้อนเปียก มักจะมีความผิดปกติเรื่องระบบภูมิคุ้มกันเกี่ยวกับผิวหนัง
ความบกพร่องนี้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ด้วย
ซึ่งหมาทั่วๆไป ที่ภูมิคุ้มกันแข็งแรง ถึงแม้จะมีตัวไรขี้เรื้อนเปียก
ก็อาจจะไม่แสดงอาการของโรค เพราะระบบภูมิคุ้มกัน จะเป็นตัวช่วยระงับ
การแพร่พันธุ์ของไรขี้เรื้อน ไม่ให้ลุกลามจนระบบนิเวศน์บนหนังหมาเสียสมดุลย์

คุณหมอก็บอกให้ทำใจกับเรื่องระยะเวลาที่ต้องใช้ในการรักษา
บางตัวอาจจะนานถึง 3 เดือน 8 เดือน หรือ 1ปี ขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันของหมา
บวกกับปัจจัยอื่นๆเช่น ความเอาใจใส่จากเจ้าของ ,โชคชะตา, และเจ้ากรรมนายเวร

ท่าน mark henry แห่งเว็บ 101thairidgeback ได้ให้คำแนะนำไว้อย่างน่าสนใจ
เกี่ยวกับ ธรรมชาติบำบัดแทนการใช้ยา เพื่อให้หมาสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
ให้แข็งแรงได้ด้วยตัวเอง อาจจะหายช้าหน่อย แต่น่าจะดีกว่าที่จะต้องกินยาตลอดชีวิต
ขออนุญาตคัดลอกไว้ที่นี่นะครับ
...............................................................................

"วิธีทางธรรมชาติที่เอาไว้รักษาขี้เรื้อนเปียก"

- พาวิ่งเล่นออกกำลังกายตามปกติ และให้ตากแดดช่วงเช้าไม่เกิน ๘ โมง อย่างน้อยวันละ ๒๐ นาที

- เปลี่ยนอาหารจากให้อาหารสำเร็จรูป มาเป็นการให้อาหารปรุงเองครับ ทำนองว่าเนื้อไก่ล้วนลอกหนังออก ๑ ส่วน ข้าวกล้อง ๑ ส่วน ผัก ผลไม้ ๑ ส่วน แล้วก็เสริมวิตามินซีประมาณ ๓๐๐ มล. น้ำมันปลา ๑ เม็ด วิตามินอี ๑ เม็ด

- ในตอนเย็นของทุกวัน หลังจากพาวิ่งออกกำลังกายแล้ว ให้นำน้ำเกลือมาเช็ดตัวเขาครับ (ซื้อน้ำเกลือขวดตามร้านขายของแพทย์) แล้วทิ้งไว้สักพัก จากนั้นก็ล้างด้วยน้ำเปล่าออกให้หมด แล้วเช็ดให้แห้ง นำเข้ากรง

- กรงต้องรักษาให้แห้งอยู่เสมอ อย่าให้ชื้นครับ

- พวกปลอกคอหนัง เป็นแหล่งหมักหมมของเชื้อโรค ไม่ควรใส่ ถ้าจะใส่ก็ใส่เพื่อความสวยงามเวลาออกไปข้างนอกได้ครับ แต่อย่าใส่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเวลาที่ต้องเสี่ยงในการเปียกน้ำ

- ทุกๆ ๒-๓ วัน ให้นำน้ำไปต้มให้เดือดประมาณ ๑ ลิตร จากนั้นนำมะนาวมา ๑ ลูก บีบน้ำมะนาวลงไปในน้ำนั้น ตั้งน้ำที่ผสมน้ำมะนาวแล้วทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง แล้วเอาน้ำนี้มาใช้เช็ดตัวเขาแทนน้ำเกลือครับ

ขี้เรื้อนเปียกเกิดจาก การที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายสุนัขลดต่ำลง ทำให้ไรในขุมขนที่มีอยู่แล้วในตัวเองของสุนัข เพิ่มปริมาณขึ้นจนเกินสมดุลย์ครับ วิธีที่บอกเหล่านี้คือวิธีที่กำจัดตัวไร (โดยการเช็ดทั้งจากน้ำเกลือ และจากน้ำผสมมะนาวครับ) และขณะเดียวกันก็เป็นการเพิ่มภูมิต้านทานของสุนัขด้วย (ให้อาหารที่มีประโยชน์ทางเสริมภูมิคุ้มกัน และพาออกกำลังให้ร่างกายแข็งแรง) รวมทั้งรักษาสภาพแวดล้อมให้สะอาดเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งหมักหมมของเชื้อโรค ครับ


ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับขี้เรื้อนเปียก
http://www.thaidogcenter.com/vb/showthread.php?t=7165

orchids

อืม.....ในที่สุดก็มีดอกให้ดูบ้างแล้ว


10 ธันวาคม 2552

ขึ้นรถไฟไปปั่นจักรยานที่บ้านพี่ติ้ง



ชวนพี่เด้งไปเที่ยวปั่นจักรยานเล่นเลาะริมแม่น้ำเจ้าพระยา แถวๆชัยนาทบ้านพี่ติ้ง
เอาจักรยานขึ้นรถไฟไปลงที่ตาคลี ค่ารถไฟคนละ85บาท ค่าระวางจักรยาน 90บาท



ลงที่สถานีรถไฟบ้านตาคลี จ.นครสวรรค์ แวะกินข้าวกัน
แล้วปั่นจักรยานไปชัยนาทบ้านพี่ติ้ง ระยะทางไม่ไกล ประมาณ 28กิโล




บ้านริมแม่น้ำของพี่ติ้ง บรรยากาศสบายๆเหมือนไปเที่ยวรีสอร์ท



ค้างบ้านพี่ติ้ง 1คืน ตกกลางคืนฝูงเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลออกมา
บินเล่นไฟกลางถนน เป็นฝูงใหญ่ เหมือนขับรถฝ่าเข้าไปในหมอก
ตั้งแต่เกิดมาเพิ่งเคยเห็นฝูงแมลงที่มากมายมหาศาลขนาดนี้ ...

นั่งคุยดื่มเบียร์กันเพลินไปหน่อย
ตามประสาเพื่อนฝูงที่ไม่ได้เจอกันซะนาน ก็เลยตื่นกันตอนสายๆ
กินข้าวเสร็จแล้วพี่ติ้งก็เอาจักรยานขึ้นรถกะบะขับมาส่งที่สถานีรถไฟตาคลี
นั่งรถไฟขากลับ เจอนายตรวจคนเดิม ทักทายกันเพราะนายตรวจจำเราได้
ตั้งแต่เอาจักรยานขึ้นรถไฟตอนขามาจากหลักสี่
ก็เลยได้สิทธิพิเศษให้นั่งในตู้สัมภาระ ตู้นี้มีเบาะยาวเอนนอนได้สบาย
เหมือนตู้ส่วนตัว ไม่มีผู้โดยสารคนอื่นๆ ไม่มีคนขายไก่ย่างมารบกวนตอนหลับ
เยี่ยมจริงๆ....แต่ก็คงนั่งได้เฉพาะเที่ยวที่มีคนน้อยๆ และมีสัมภาระในตู้ไม่มาก

27 กุมภาพันธ์ 2552

ไทม์แมชชีน แบบใช้พลังงานขาถีบ


ย้อนกลับไปตอนเด็กๆสมัยเรียนชั้น ป.5
ยังจำได้ว่าตอนเลิกเรียนกลับมาถึงบ้าน ก็จะจับจักรยาน BMX ออกไปปั่นเล่นกับเพื่อนๆแถวบ้าน ขับไปเที่ยวกันเป็นกลุ่มบ้าง บางครั้งก็ออกไปปั่นเล่นคนเดียว โลดโผนโจนทะยานตามประสาเด็ก

จนเริ่มเรียนมัธยม ก็เริ่มหมดสนุก มีองค์ประกอบในชีวิตหลายๆอย่าง ที่ทำให้หมดความสนใจเรื่องจักรยาน... BMX คันโปรดที่เคยใช้ก็ถูกวางทิ้งไว้จนสนิมจับทั้งคัน ผุพัง สูญหายไปตามกาลเวลา

ผ่านมาอีกเกือบ 30ปี ความสุขในวัยเด็ก ก็ได้ย้อนกลับมาหาผมอีกครั้ง เมื่อพลัดหลงเข้าไปในเว็บ www.thaimtb.com โดยบังเอิญ ทำให้กลับมาสนใจเรื่องจักรยาน และได้รู้ในเรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยหลายๆเรื่อง เช่น...เคยสงสัยมานานแล้ว ว่าบางคนปั่นกันวันละ 100-200กิโล ทำไมนั่งปั่นกันได้ทั้งวัน แต่เราปั่นแค่ครึ่งชั่วโมงก็ปวดคอ ปวดขา ปวดไปทั้งตัว...คำตอบก็คือ ท่านั่ง ความสูงของเบาะ และที่สำคัญคือ....sizeจักรยานครับ...จักรยานก็มี size เหมือนกันแฮะ เราต้องเลือกจักรยานที่พอดีตัว เหมือนกับเลือกซื้อเสื้อผ้า....ถ้าเล็กหรือใหญ่เกินไป มันจะส่งผลกับร่างกายและกล้ามเนื้อของเรา เมึ่อต้องปั่นต่อเนื่องนานๆ คำตอบของทุกคำถามที่เคยสงสัย ได้ถูกรวบรวมไว้ทั้งหมดที่เว็บไซต์แห่งนี้....

ทุกวันนี้ผมปั่นจักรยานไปทำงาน จากบ้านถึงออฟฟิศ ระยะทางประมาณ20กิโล ปั่นกลับอีก20กิโล ใช้เส้นทางจักรยานเลียบทางด่วนรามอินทรา มีร่มไม้บังแดดร่มรื่นตลอดวัน
ใช้รถยนต์บ้างเฉพาะบางครั้งที่จำเป็น เช่นต้องขนของเยอะๆ หรือไม่สบายปั่นไม่ไหว ถึงแม้การปั่นจักรยานจะไปถึงที่หมายช้ากว่าขับรถยนต์ ร้อนกว่า เหนื่อยกว่า...แต่มันสนุกกว่า ทำให้ประหยัดค่าแก๊สและค่าน้ำมันไปประมาณเดือนละ 1500-3000 บาท

และที่สำคัญกว่านั้น...การได้ปั่นจักรยาน เป็นเหมือนกับ การนั่งไทม์แมชชีน ที่นำพาความรู้สึก ย้อนเวลากลับไปสู่อดีตในวัยเด็กอีกครั้ง มันมีความสุขอย่างประหลาด ทุกๆครั้ง ที่ได้เดินทางด้วยจักรยาน

มนุษย์ต่างดาวผู้เดินทางด้วยความเร็วต่ำ



เคยรู้สึกไหมครับว่านักปั่นจักรยานส่วนใหญ่ชอบแต่งตัวประหลาดๆแบบโอเว่อร์ เห็นแล้วน่าหมั่นไส้ บางคนประโคมแต่งตัวกันยังกะมนุษย์ต่างดาว
..... แต่ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีเหตุผล ถ้าลองสังเกตุอีกนิดนึง จะเห็นว่า พวกที่แต่งตัวแบบนี้ มักปั่นกันด้วยความเร็วสูงในระดับที่เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ ถ้าเกิดอุบัติเหตุ...ชุดประหลาดพวกนั้น คืออุปกรณ์นิรภัยที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ สำหรับนักปั่นจักรยาน

ลองมาดูเครื่องแต่งกายแบบมนุษย์ต่างดาวกันทีละชิ้น

-หมวกกันน็อครูปทรงประหลาด
หัวแหลมๆลู่ลม บางอันก็มีร่องมีรูเยอะๆ..รูปร่างประหลาดแตกต่างจากหมวกนิรภัยอืนๆ รูพวกนี้จำเป็นมากมีไว้เพื่อระบายความร้อน ถ้าไม่มีรูระบายอากาศเลย นักปั่นจักรยานทั้งหลายคงหน้ามืด ร้อนจนเส้นเลือดในสมองแตกตาย ตั้งแต่ 5-6 กิโลเมตรแรกที่เริ่มปั่น
การปั่นจักรยานด้วยความเร็วระดับ 25-40 km./h. ถือว่าเป็นความเร็วในระดับอันตราย ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ หมวกประหลาดพวกนี้แหละที่จะช่วยผ่อนหนักเป็นเบา

-แว่นเท่ๆ
นอกจากจะมีไว้เป็น accessory เพื่อความเท่แล้ว....แว่นถือว่าเป็นอุปกรณ์นิรภัยอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญ มันช่วยป้องกันตาของเราจากสะเก็ดทราย หรือสิ่งอันตรายอื่นๆ...ถ้าตาบอด ไม่มีอะไหล่ให้เปลี่ยนนะครับ

-ถุงมือ ปลอกแขน...
ถุงมือใส่เอาไว้เพื่อความกระชับ ซับเหงื่อ กันมือถลอกเวลาล้ม ส่วนปลอกแขน มีไว้กันแดด ถ้าต้องปั่นไกลๆ อาจต้องโดนแดดที่แขนเป็นเวลานานๆ นอกจากทำให้ผิวคล้ำไม่หล่อแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งผิวหนัง

-เสื้อและกางเกงจักรยาน...
เป็นผ้ายืดมันแผล็บ สีสันจี๊ดจ๊าดสะดุดตา รัดรูป เข้าร่อง มีฟองน้ำหรือเจลนุ่มๆรองที่ตูด
เสื้อและกางเกงที่รัดรูปนั้น นอกจากการใส่เพื่อลดแรงต้านของอากาศอย่างที่เรารู้ๆกัน มันยังมีข้อดีอีกอย่างคือเมื่อมันแนบไปกับเนื้อ ก็ไม่มีส่วนไหนที่มาเกะกะเข้าไปติดขัดกับโซ่หรืออุปกรณ์ขับเคลื่อนอื่นๆ และจะได้ไม่เสียดสีกับผิวหนัง สีของเสื้อผ้าก็ต้องจี๊ดจ๊าดสะดุดตาเอาไว้ก่อน เพื่อให้บรรดารถใหญ่สังเกตุเห็นได้ง่าย ตั้งแต่ไกลๆ

............แต่อันนี้ยังทำใจไม่ได้ครับ ยังไม่กล้าใส่ ถึงแม้ข้อดีของมันจะมีอยู่มากก็ตาม
เพราะใส่แล้วมันเปิดเผยจุดยุทธศาสตร์ จะพับหลบไปทางไหนก็..แหะๆ...เขิน

นักปั่นขาแรงบางคนสามารถทำความเร็วคงที่ได้มากกว่า30 km./hr ซึ่งความเร็วในระดับนี้จำเป็นต้องสวมใส่อุปกรณ์นิรภัยป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุครับ

......สู้ต่อไป มนุษย์ต่างดาว......