แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ bike แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ bike แสดงบทความทั้งหมด

17 กรกฎาคม 2554

Riding Vintage Bike in a Vintage Town








04 พฤษภาคม 2554

วิถีแห่ง fixed gear

 

fixed gear เป็นจักรยานที่ผลิตขึ้นตามกติกาการแข่งขันในลู่แบบ velodrome
มีเกียร์เดียว เฟืองหลังเป็นแบบ "fixed" ไม่สามารถพักขาหรือหยุดปั่นในขณะที่
รถกำลังเคลื่อนทีได้

ตอนนี้กำลังกลายเป็นกระแสฮอตฮิตสำหรับเด็กแนว
เอามาปั่นโชว์กันบนถนน รูปแบบของจักรยานถูกปรับแต่งเน้นความสวยงาม
ต่างไปจากจักรยานแข่งขันแบบเดิม .....นับเป็นศิลปะในรูปแบบหนึ่ง ที่มีเอกลักษณ์
เต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ สิ่งที่ยังเหมือนเดิม ก็มีเพียงแค่ระบบขับเคลื่อน
ที่ควบคุมโคตรยากแบบ "FIXED GEAR"
ซึ่งมีข้อดีเพียงอย่างเดียว คือมันเป็นระบบส่งกำลังที่ยอดเยี่ยม
ใช้แรงเท่าไหร่ก็ให้ความเร็วเท่านั้น แต่ข้อเสียโครตเยอะ ลงเนินแต่ละครั้ง
ต้องปั่นตามจนเหนื่อย พักขาไม่ได้ ก็มันไม่ได้ถูกออกแบบเอาไว้ให้ใช้ตามท้องถนน
ดันเอามาใช้ผิดที่ผิดทางกันเอง...

fixed gear นับเป็นอารยธรรมเฉพาะกลุ่มส่วนหนึ่งของ street fashion ที่กำลังขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง มีรูปแบบ และวิถีเฉพาะทางในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น การแต่งกาย วิธีคิด รูปแบบการใช้ชีวิต ทัศนคติ การวางตัวในสังคม ฯลฯ.....

เรื่องมารยาทในการใช้พื้นที่สาธารณะ ชาวฟิกซ์ส่วนใหญ่ก็มีกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์
แต่บางส่วนที่ชอบรวมตัวเป็นกลุ่มใหญ่บนท้องถนน จะมีมารยาทเลว ก้าวร้าว
วิถีแห่งปัจเจกแบบ"เด็กฟิกซ์" บางส่วน กำลังก้าวเดินไปในทิศทางเดียวกับ
อารยธรรมของ "เด็กแว๊น"

.......น่าเสียดาย......

12 ธันวาคม 2553

BMX never die


พรรคพวกที่รู้ว่าผมอยากได้ BMX โทรมาบอกว่ามีซาก BMX เก่าๆ ยี่ห้อ Merida
วางขายอยู่ที่วัดสวนแก้ว...ก็เลยออกปากขอร้องฝากซื้อมา โดยไม่จำเป็นต้อง
สอบถามสภาพ เพราะจักรยานที่ถูกทอดทิ้ง มักจะมีสารรูปเกินบรรยาย
ผุพังหมดสภาพ ไม่สามารถใช้งานได้ .....และมันก็เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ

 
BMX - Bicycle Motocross (moto-X) คือความฝันของเด็กผู้ชาย
ในยุค 1975-1985 ซึ่งนับได้ว่าเป็นยุคทองของจักรยาน BMX
    เด็กๆในยุค '80 ผู้เคยครอบครองBMX  ในปัจจุบันก็คงอยู่ในช่วงอายุเกิน35 ปี
หลายๆคน ที่ยังผูกพันกับความสุขในการปั่น BMX ได้รวมตัวกันตั้งกลุ่ม OS-BMX
เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวที่เคยผูกพันในอดีต และที่นี่คือแหล่งความรู้
ในการสืบหารุ่น สี และสติกเกอร์ในรูปแบบเดิม เพื่อบูรณะซาก Merida คันนี้


จนได้รู้ว่ามันคือ Merida-M2000 เป็นจักรยานที่ Merida ทำออกมาขาย
ในยุคอัสดงแห่ง BMX  (เป็นช่วงหลังๆที่เกือบเลิกฮิตกันแล้ว) นับเป็น
Generationที่3 ของmerida   ซึ่งในGenerationนี้ มี 3 รุ่น เรียงลำดับ
ตามคุณภาพ คือรุ่น M6000 ,M4000 และ M2000
       M2000 รุ่นบ๊วยของยุคที่3  อะไหล่ห่วยสุด ,น้ำหนักเยอะที่สุด
เพราะทำจากเหล็ก Hi-tensile ในขณะที่อีก 2 รุ่น ทำจากเหล็กรีดเบา
Chrome-Molibdinum (เรียกชื่อเล่นกันว่า Chromoly)

แม้จะเป็นรุ่นบ๊วย แต่ก็ เป็นจักรยาน ที่มีคุณค่ามากพอ ที่จะปลุกชีวิตมันขึ้นมาใหม่
ให้กลับมาสวยงาม ใช้งานได้สมบูรณ์ เหมือนอย่างที่มันเคยเป็นในอดีต 
 
ข้อดีของการที่มันถูกพ่นสีทับมาหนาๆ หลายชั้น ทำให้ตัวถังแทบจะปลอดสนิม
หลังจากลอกสีเดิมออก ขัดกระดาษทราย พ่นรองพื้น  แล้วพ่นสีใหม่ได้เลย
ไม่ต้องปะผุ หรือโป๊ว.... แต่บรรดาส่วนประกอบอื่นๆ เช่น ก้ามเบรค หลักอาน เบาะ
วงล้อ ซี่ลวดล้อ จุดหมุนทุกจุด ถ้วยคอ กะโหลก ดุมล้อ โซ่ ฯลฯ
องค์ประกอบทุกส่วน เสียหายเกินเยียวยา ต้องเปลี่ยนใหม่หมดทั้งคัน


DIY ป้ายเบอร์ ใช้วิธีตัด sticker ติดบนแผ่นพลาสติกปกแฟ้ม ซึ่งหาซื้อได้ทั่วไป
ตามแผนกเครื่องเขียน
............เสร็จแล้วครับ Let's go....!!!

10 ธันวาคม 2552

ขึ้นรถไฟไปปั่นจักรยานที่บ้านพี่ติ้ง



ชวนพี่เด้งไปเที่ยวปั่นจักรยานเล่นเลาะริมแม่น้ำเจ้าพระยา แถวๆชัยนาทบ้านพี่ติ้ง
เอาจักรยานขึ้นรถไฟไปลงที่ตาคลี ค่ารถไฟคนละ85บาท ค่าระวางจักรยาน 90บาท



ลงที่สถานีรถไฟบ้านตาคลี จ.นครสวรรค์ แวะกินข้าวกัน
แล้วปั่นจักรยานไปชัยนาทบ้านพี่ติ้ง ระยะทางไม่ไกล ประมาณ 28กิโล




บ้านริมแม่น้ำของพี่ติ้ง บรรยากาศสบายๆเหมือนไปเที่ยวรีสอร์ท



ค้างบ้านพี่ติ้ง 1คืน ตกกลางคืนฝูงเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลออกมา
บินเล่นไฟกลางถนน เป็นฝูงใหญ่ เหมือนขับรถฝ่าเข้าไปในหมอก
ตั้งแต่เกิดมาเพิ่งเคยเห็นฝูงแมลงที่มากมายมหาศาลขนาดนี้ ...

นั่งคุยดื่มเบียร์กันเพลินไปหน่อย
ตามประสาเพื่อนฝูงที่ไม่ได้เจอกันซะนาน ก็เลยตื่นกันตอนสายๆ
กินข้าวเสร็จแล้วพี่ติ้งก็เอาจักรยานขึ้นรถกะบะขับมาส่งที่สถานีรถไฟตาคลี
นั่งรถไฟขากลับ เจอนายตรวจคนเดิม ทักทายกันเพราะนายตรวจจำเราได้
ตั้งแต่เอาจักรยานขึ้นรถไฟตอนขามาจากหลักสี่
ก็เลยได้สิทธิพิเศษให้นั่งในตู้สัมภาระ ตู้นี้มีเบาะยาวเอนนอนได้สบาย
เหมือนตู้ส่วนตัว ไม่มีผู้โดยสารคนอื่นๆ ไม่มีคนขายไก่ย่างมารบกวนตอนหลับ
เยี่ยมจริงๆ....แต่ก็คงนั่งได้เฉพาะเที่ยวที่มีคนน้อยๆ และมีสัมภาระในตู้ไม่มาก

27 กุมภาพันธ์ 2552

ไทม์แมชชีน แบบใช้พลังงานขาถีบ


ย้อนกลับไปตอนเด็กๆสมัยเรียนชั้น ป.5
ยังจำได้ว่าตอนเลิกเรียนกลับมาถึงบ้าน ก็จะจับจักรยาน BMX ออกไปปั่นเล่นกับเพื่อนๆแถวบ้าน ขับไปเที่ยวกันเป็นกลุ่มบ้าง บางครั้งก็ออกไปปั่นเล่นคนเดียว โลดโผนโจนทะยานตามประสาเด็ก

จนเริ่มเรียนมัธยม ก็เริ่มหมดสนุก มีองค์ประกอบในชีวิตหลายๆอย่าง ที่ทำให้หมดความสนใจเรื่องจักรยาน... BMX คันโปรดที่เคยใช้ก็ถูกวางทิ้งไว้จนสนิมจับทั้งคัน ผุพัง สูญหายไปตามกาลเวลา

ผ่านมาอีกเกือบ 30ปี ความสุขในวัยเด็ก ก็ได้ย้อนกลับมาหาผมอีกครั้ง เมื่อพลัดหลงเข้าไปในเว็บ www.thaimtb.com โดยบังเอิญ ทำให้กลับมาสนใจเรื่องจักรยาน และได้รู้ในเรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยหลายๆเรื่อง เช่น...เคยสงสัยมานานแล้ว ว่าบางคนปั่นกันวันละ 100-200กิโล ทำไมนั่งปั่นกันได้ทั้งวัน แต่เราปั่นแค่ครึ่งชั่วโมงก็ปวดคอ ปวดขา ปวดไปทั้งตัว...คำตอบก็คือ ท่านั่ง ความสูงของเบาะ และที่สำคัญคือ....sizeจักรยานครับ...จักรยานก็มี size เหมือนกันแฮะ เราต้องเลือกจักรยานที่พอดีตัว เหมือนกับเลือกซื้อเสื้อผ้า....ถ้าเล็กหรือใหญ่เกินไป มันจะส่งผลกับร่างกายและกล้ามเนื้อของเรา เมึ่อต้องปั่นต่อเนื่องนานๆ คำตอบของทุกคำถามที่เคยสงสัย ได้ถูกรวบรวมไว้ทั้งหมดที่เว็บไซต์แห่งนี้....

ทุกวันนี้ผมปั่นจักรยานไปทำงาน จากบ้านถึงออฟฟิศ ระยะทางประมาณ20กิโล ปั่นกลับอีก20กิโล ใช้เส้นทางจักรยานเลียบทางด่วนรามอินทรา มีร่มไม้บังแดดร่มรื่นตลอดวัน
ใช้รถยนต์บ้างเฉพาะบางครั้งที่จำเป็น เช่นต้องขนของเยอะๆ หรือไม่สบายปั่นไม่ไหว ถึงแม้การปั่นจักรยานจะไปถึงที่หมายช้ากว่าขับรถยนต์ ร้อนกว่า เหนื่อยกว่า...แต่มันสนุกกว่า ทำให้ประหยัดค่าแก๊สและค่าน้ำมันไปประมาณเดือนละ 1500-3000 บาท

และที่สำคัญกว่านั้น...การได้ปั่นจักรยาน เป็นเหมือนกับ การนั่งไทม์แมชชีน ที่นำพาความรู้สึก ย้อนเวลากลับไปสู่อดีตในวัยเด็กอีกครั้ง มันมีความสุขอย่างประหลาด ทุกๆครั้ง ที่ได้เดินทางด้วยจักรยาน

มนุษย์ต่างดาวผู้เดินทางด้วยความเร็วต่ำ



เคยรู้สึกไหมครับว่านักปั่นจักรยานส่วนใหญ่ชอบแต่งตัวประหลาดๆแบบโอเว่อร์ เห็นแล้วน่าหมั่นไส้ บางคนประโคมแต่งตัวกันยังกะมนุษย์ต่างดาว
..... แต่ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีเหตุผล ถ้าลองสังเกตุอีกนิดนึง จะเห็นว่า พวกที่แต่งตัวแบบนี้ มักปั่นกันด้วยความเร็วสูงในระดับที่เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ ถ้าเกิดอุบัติเหตุ...ชุดประหลาดพวกนั้น คืออุปกรณ์นิรภัยที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ สำหรับนักปั่นจักรยาน

ลองมาดูเครื่องแต่งกายแบบมนุษย์ต่างดาวกันทีละชิ้น

-หมวกกันน็อครูปทรงประหลาด
หัวแหลมๆลู่ลม บางอันก็มีร่องมีรูเยอะๆ..รูปร่างประหลาดแตกต่างจากหมวกนิรภัยอืนๆ รูพวกนี้จำเป็นมากมีไว้เพื่อระบายความร้อน ถ้าไม่มีรูระบายอากาศเลย นักปั่นจักรยานทั้งหลายคงหน้ามืด ร้อนจนเส้นเลือดในสมองแตกตาย ตั้งแต่ 5-6 กิโลเมตรแรกที่เริ่มปั่น
การปั่นจักรยานด้วยความเร็วระดับ 25-40 km./h. ถือว่าเป็นความเร็วในระดับอันตราย ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ หมวกประหลาดพวกนี้แหละที่จะช่วยผ่อนหนักเป็นเบา

-แว่นเท่ๆ
นอกจากจะมีไว้เป็น accessory เพื่อความเท่แล้ว....แว่นถือว่าเป็นอุปกรณ์นิรภัยอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญ มันช่วยป้องกันตาของเราจากสะเก็ดทราย หรือสิ่งอันตรายอื่นๆ...ถ้าตาบอด ไม่มีอะไหล่ให้เปลี่ยนนะครับ

-ถุงมือ ปลอกแขน...
ถุงมือใส่เอาไว้เพื่อความกระชับ ซับเหงื่อ กันมือถลอกเวลาล้ม ส่วนปลอกแขน มีไว้กันแดด ถ้าต้องปั่นไกลๆ อาจต้องโดนแดดที่แขนเป็นเวลานานๆ นอกจากทำให้ผิวคล้ำไม่หล่อแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งผิวหนัง

-เสื้อและกางเกงจักรยาน...
เป็นผ้ายืดมันแผล็บ สีสันจี๊ดจ๊าดสะดุดตา รัดรูป เข้าร่อง มีฟองน้ำหรือเจลนุ่มๆรองที่ตูด
เสื้อและกางเกงที่รัดรูปนั้น นอกจากการใส่เพื่อลดแรงต้านของอากาศอย่างที่เรารู้ๆกัน มันยังมีข้อดีอีกอย่างคือเมื่อมันแนบไปกับเนื้อ ก็ไม่มีส่วนไหนที่มาเกะกะเข้าไปติดขัดกับโซ่หรืออุปกรณ์ขับเคลื่อนอื่นๆ และจะได้ไม่เสียดสีกับผิวหนัง สีของเสื้อผ้าก็ต้องจี๊ดจ๊าดสะดุดตาเอาไว้ก่อน เพื่อให้บรรดารถใหญ่สังเกตุเห็นได้ง่าย ตั้งแต่ไกลๆ

............แต่อันนี้ยังทำใจไม่ได้ครับ ยังไม่กล้าใส่ ถึงแม้ข้อดีของมันจะมีอยู่มากก็ตาม
เพราะใส่แล้วมันเปิดเผยจุดยุทธศาสตร์ จะพับหลบไปทางไหนก็..แหะๆ...เขิน

นักปั่นขาแรงบางคนสามารถทำความเร็วคงที่ได้มากกว่า30 km./hr ซึ่งความเร็วในระดับนี้จำเป็นต้องสวมใส่อุปกรณ์นิรภัยป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุครับ

......สู้ต่อไป มนุษย์ต่างดาว......